25 พ.ค.

นิทานเรื่อง : สุนัขจรจัดกับปลากระป๋อง

สุนัขจรจัดกับปลากระป๋อง

mha3

สุนัขตัวหนึ่งไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน มันเดินผ่านหน้าร้านขายของชำ

บังเอิญเหลือบไปเห็นหญิงชราคนนึงถือถุงเดินออกมาจากร้าน

มันมั่นใจว่าในถุงจะต้องมีอาหารที่มันกินได้เป็นแน่แท้

ด้วยความหิวโหยทำให้มันสามารถทำได้ทุกอย่าง มันจึงตัดสินใจ

วิ่งเข้าไปงับถุงพร้อมทั้งกระชากและคาบวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต

มันวิ่งจนมาถึงซอกตึกร้างที่ไม่มีคนอยู่ และที่นั่นก็ปลอดภัยสำหรับมัน

เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครตามมันมาอย่างแน่นอนแล้ว

มันก็เริ่มฉีกถุงใบนั้นออก

 

แล้วสิ่งที่มันเห็นก็คือปลากระป๋อง มันพยายามเปิดฝากระป๋อง

ผ่านไปหลายชั่วโมงมันก็ยังเปิดไม่ได้

สุดท้ายมันก็ท้อ และทิ้งปลากระป๋องไว้อย่างนั้น

โดยไม่สามารถกินเนื้อปลาที่อยู่ข้างในได้

 

เรื่องโดย : Warpat

21 พ.ค.

นิทานเรื่อง : ความฝันของกบ

นิทานเรื่อง : ความฝันของกบ

frog

ณ ริมบึงอันกว้างใหญ่ไพศาล เจ้ากบตัวน้อยๆกระโดดอยู่บนใบบัว สายตามันเหลือบไปเห็นงูตัวหนึ่ง

กำลังเลื้อยเข้าไปกัดเพื่อนๆกบของมันซึ่งหลับอยู่ในพงหญ้าเพื่อกินเป็นอาหาร

มันจึงรีบกระโดดหลบเข้าไปซ่อนในที่ๆปลอดภัย ในใจมันก็คิดว่า ทำไมมันไม่เกิดเป็นงูบ้าง

จะได้ไม่ต้องมาคอยหลบๆซ่อนๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นอาหารของสัตว์อื่น

 

ไม่นานนักมันก็สังเกตุเห็นนกตัวใหญ่บินโฉบลงมาจับงูตัวนั้นเป็นอาหาร

ทันใดนั้นมันจึงเปลี่ยนความคิดทันที พร้อมกับบ่นกับตัวเองว่า

“จริงๆแล้วข้าน่าจะเกิดเป็นนกนะ จะได้จับเจ้างูเป็นอาหาร และไม่ต้องเป็นอาหารของสัตว์อื่น”

 

ในขณะที่นกกำลังกินงูอยู่นั้น ได้มีจรเข้มางับและลากเจ้านกตัวนั้นลงน้ำไป

ทันใดนั้นมันจึงเปลี่ยนความคิดทันที พร้อมกับบ่นกับตัวเองว่า

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เป็นจรเข้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องเป็นอาหารของสัตว์อื่น”

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ได้มีนายพรานมาที่ริมบึงและจับเจ้าจรเข้ขึ้นไปจากบึง

เจ้าจรเข้ถูกนายพรานถลกหนังออก พร้อมทั้งแร่เนื้อเพื่อนำไปเป็นอาหาร

มันรีบเปลี่ยนความคิดในทันที พร้อมกับบ่นกับตัวเองว่า

“โอ้ ข้าไม่อยากเป็นจรเข้แล้ว ขอเป็นคนดีว่า จะได้ไม่ต้องเป็นอาหารของสัตว์อื่น”

 

ในขณะที่นายพรานกำลังแร่เนื้อจรเข้อยู่นั้น มียุงตัวเล็กๆ บินไปเกาะนายพราน

พร้อมทั้งดูดเลือดนายพรานจนมันอิ่ม แล้วบินจากไป โดยที่นายพรานไม่รู้ตัว

มันคิดในใจว่า “เป็นยุงก็ดีเหมือนกันนะ  ตัวเล็กๆ แอบกินเลือดสัตว์อื่นๆ และหลบหนีได้”

 

ขณะยุงบินอยู่ ก็ได้มีแมลงปอบินมาโฉบกินยุงเป็นอาหาร

แมลงปอตัวนั้นบินต่ำลงๆมาอยู่ที่ผิวน้ำ

เจ้ากบเห็นดังนั้นจึงใช้ลิ้นตวัดเจ้าแมลงปอเป็นอาหาร

ทันใดนั้นมันจึงคิดได้ หัวเราะกับตัวเองพร้อมพูดว่า ” เป็นตัวข้าก็ดีอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆๆ ”

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การเป็นตัวของเราเองดีที่สุด จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่

เรื่องโดย : Warpat

 

 

 

 

20 พ.ค.

นิทานเรื่อง : หุ่นไล่กากับตุ๊กตาหิมะ

นิทานเรื่อง : หุ่นไล่กากับตุ๊กตาหิมะ

snowman and scarecrow

ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ เด็กๆมาเล่นสนุกกันที่สนามหน้าบ้าน ซึ่งตอนนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ทุกคนช่วยกันปั้นตุ๊กตาหิมะอย่างสนุกสนาน บ้างก็นำหิมะมาปั้นเป็นลูกบอลปาใส่กัน

ดูเหมือนกับว่าทุกๆคนจะมีความสุข

 

ผิดกับเจ้าหุ่นไล่กา ที่โดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ที่ปลายทุ่งนา

มันต้องทนยืนตากแดดตากฝน ทนร้อนทนหนาวโดยไม่เคยมีใครมาเหลียวแล

ผ่านไปปีแล้วปีเล่า จากเสื้อที่อยู่ในสภาพที่พอสวมใส่ได้ บัดนี้มันทั้งขาดผุ

แย่ยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วซะอีก

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้มันรู้สึกอิจฉาเจ้าตุ๊กตาหิมะเป็นอย่างยิ่ง

เนื่องจากมันได้ผ้าพันคอใหม่ๆทุกปี มีลูกกวาดสวยๆมาประดับบนตัวมัน

 

หุ่นไล่กาจึงคิดที่จะกำจัดตุ๊กตาหิมะ แต่เอ๊ะ แล้วมันจะทำอย่างไรกับเจ้าตุ๊กตาหิมะดี

มันนึกถึงช่วงฤดูร้อน ช่วงนั้นไม่มีหิมะ

ใช่แล้ว…สิ่งที่มันคิดได้คือต้องใช้ความร้อนละลายเจ้าตุ๊กตาหิมะซะ

 

ในคืนนั้นเอง เจ้าหุ่นไล่กาได้แอบเข้าไปในบ้านชาวนา

มันตรงไปที่เตาผิง และหยิบฟืนท่อนที่มีไฟติดอยู่ออกมา

 

ประกายไฟจากฟืนท่อนนั้นได้กระเด็นมาใส่ตัวมันซึ่งทำขั้นจากฟาง

มันนึกขึ้นได้ พยายามจะดับไฟแต่ก็สายไปเสียแล้ว

ไฟได้เผาไหม้ตัวมันจนหมดภายในเวลาไม่นาน

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

เรื่องโดย : Warpat

 

19 พ.ค.

นิทานเรื่อง : ไม้ขีดไฟกับเพชร

นิทานเรื่อง : ไม้ขีดไฟกับเพชร

Match and diamond

ชายหนุ่มนักล่าสมบัติสองคน ออกเดินทางเสี่ยงโชคไปตามป่าตามถ้ำที่ไม่ค่อยมีใครเดินทางไปถึง

หุบเขาที่พวกเขาไปนั้นห่างไกลจากแหล่งชุมชนมาก ต้องเดินทางหลายวันกว่าจะถึง

อีกทั้งสภาพภูมิอากาศก็เลวร้าย ตลอดเส้นทางมีทั้งพายุหิมะ และอากาศอันหนาวเหน็บ

เหมือนโชคจะเข้าข้างพวกเขา ในที่สุดเขาก็เจอถ้ำที่เต็มไปด้วยสมบัติ ทั้งสองคนจึง

ช่วยกันเก็บเพชรนิลจินดาจนเต็มกระสอบผ้าที่พวกเขาเตรียมไป และเดินทางกลับ

 

เนื่องจากสมบัติที่พวกเค้าเก็บมามีน้ำหนักมาก ทำให้เดินทางได้ลำบาก

อาหารที่เตรียมไปก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ พวกเขาค่อยๆทิ้งสมบัติไปทีละชิ้นๆ เพื่อลดน้ำหนัก

เหลือไว้เพียงแค่เพชรขนาดเท่ากำปั้นสองสามเม็ดเท่านั้น

 

ระหว่างทางกลับ พวกเค้าต้องหาที่หลบพายุหิมะ เมื่อเจอถ้ำที่พอเป็นที่พักชั่วคราวได้

ทั้งสองคนจึงต้องผลัดเปลี่ยนเวรกันออกไปหาเศษไม้เพื่อมาก่อกองไฟให้ความร้อน

โดยมีข้อแม้ว่าคนที่อยู่ในถ้ำจะเป็นคนเฝ้าสมบัติ ส่วนคนที่ออกไปหาเศษไม้

จะนำอาหารและไม้ขีดไฟไปด้วย เพื่อป้องกันคนที่อยู่ในถ้ำหนี และนำสมบัติไปคนเดียว

 

ขณะที่อีกคนกำลังหาเศษไม้นอกถ้ำ คนที่เฝ้าสมบัติเกิดความโลภ จึงแอบหลบหนีออกไป

เพื่อครอบครองสมบัติแต่เพียงผู้เดียว

 

ด้วยสภาพอากาศอันเลวร้าย ทำให้เขาหนาวตายอยู่กลางป่า

ขณะที่อีกคนมีทั้งอาหารและเชื้อเพลิง เขาจึงกลับมาถึงบ้านโดยปลอดภัย

แม้จะไม่ได้สมบัติมา แต่เขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คุณค่าของสิ่งของ มักเปลี่ยนไปตามสถานะการณ์และความจำเป็น

เรื่องโดย : Warpat

15 พ.ค.

นิทานเรื่อง : สัตว์มีประโยชน์

นิทานเรื่อง : สัตว์มีประโยชน์

 

ชาวนาคนนึงเลี้ยงสัตว์ไว้หลายชนิดภายในพื้นที่บ้านและฟาร์มของตน

ครั้นเมื่อเพื่อนๆ ที่เป็นชาวเมืองของเขาแวะมาเยี่ยมที่บ้าน เขาจึงจัดงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อสร้างความประทับใจ

ก่อนจัดงานเลี้ยง 1 วัน ชาวนาได้เก็บเกี่ยวพืช ผัก ผลไม้ที่ปลูกในไร่-สวนของเขาเพื่อมาเป็นอาหาร

ขาดแต่เพียงเนื้อสัตว์เท่านั้น ชาวนาตัดสินใจเดินเข้าไปที่ฟาร์มเพื่อหาเนื้อสัตว์

 

สัตว์ตัวแรกที่ชาวนาเจอคือ ไก่  เขาตัดสินใจจับมันขึ้นมาเพื่อจะฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

เจ้าไก่อ้อนวอน ” โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ถ้าท่านจับข้ากิน แล้วใครจะขัน ปลุกท่านตอนเช้าล่ะ ”

ชาวนาคิดได้จึงปล่อยเจ้าไก่ไป

 

สัตว์ตัวที่สองคือ วัว  เขาตัดสินใจจับมันลากออกมาจากคอกเพื่อจะฆ่าเป็นอาหาร

เจ้าวัวอ้อนวอน ” โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ถ้าท่านจับข้ากิน แล้วใครจะให้นมแก่ลูกๆท่านล่ะ ”

ชาวนาคิดได้จึงปล่อยเจ้าวัวไป

 

สัตว์ตัวที่สามคือ สุนัข  เขาตัดสินใจจับมันขึ้นมาฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

เจ้าสุนัขอ้อนวอน ” โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ถ้าท่านจับข้ากิน แล้วใครจะเฝ้าบ้านให้ท่านตอนท่านไม่อยู่บ้านล่ะ ”

ชาวนาคิดได้จึงปล่อยเจ้าสุนัขไป

 

สัตว์ตัวที่สี่คือ ม้า  เขาตัดสินใจจับมันมาฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

เจ้าม้าอ้อนวอน ” โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ถ้าท่านจับข้ากิน แล้วขี่อะไรในยามที่ท่านต้องเดินทางล่ะ ”

ชาวนาคิดได้จึงปล่อยเจ้าม้าไป

 

สัตว์ตัวที่ห้าคือ แมว  เขาตัดสินใจจับมันขึ้นมาฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

เจ้าแมวอ้อนวอน ” โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ถ้าท่านจับข้ากิน แล้วใครจะจับหนูที่มากัดแทะยุ้งข้าวของท่านล่ะ ”

ชาวนาคิดได้จึงปล่อยเจ้าแมวไป

 

สัตว์ตัวที่หกคือ แกะ  เขาตัดสินใจจับมันขึ้นมาฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

เจ้าแกะอ้อนวอน ” โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ถ้าท่านจับข้ากิน ยามอากาศหนาว ท่านจะเอาขนอะไรมาทอเป็นเสื้อกันหนาวล่ะ ”

ชาวนาคิดได้จึงปล่อยเจ้าแกะไป

 

สัตว์ตัวสุดท้ายคือ หมู  เขาตัดสินใจจับมันขึ้นมาฆ่าเพื่อเป็นอาหาร

เจ้าหมูอ้อนวอน ” โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ท่านจะจับข้ากินได้ลงคอเหรอ ท่านอุตส่าห์เลี้ยงข้ามานะ”

ชาวนาจึงตอบว่า ไม่เป็นไรหรอกเจ้าหมู ข้าเลี้ยงเจ้ามาก็เพื่อไว้ทำอาหารนี่แหละ

และแล้วเจ้าหมูก็กลายเป็นหนึ่งในเมนูอาหารเลี้ยงรับรองเพื่อนๆของชาวนา

 

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ในตัวของมันเอง

เรื่องโดย : Warpat

 

14 พ.ค.

นิทานเรื่อง : เต่ากับแมว

นิทานเรื่อง : เต่ากับแมว

Turtle and Cat

ในสมัยโบราณสัตว์ต่างๆยังคงสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง
เต่ายังคงเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดอง และแมวก็เป็นสัตว์ที่ชอบอาบน้ำเพื่อคลายร้อน
ทุกๆวันสัตว์ทั้งสองจะออกไปหาอาหาร ในละแวกใกล้ๆกัน

วันนึงเจ้าแมวจอมเจ้าเล่ห์เห็นเต่าเดินมาหากินใกล้ๆที่พักของตน จึงนึกสนุกและท้าทายเจ้าเต่า
” ว่าไง เจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดินช้าๆอย่างเจ้าน่ะ ไม่มีทางวิ่งทันข้าแน่นอน”

เจ้าเต่าได้ยินก็รู้สึกโกรธ และตอบไปว่า
” ข้าว่าเจ้าก็ไม่ได้วิ่งเร็วกว่าข้าหรอก เรามาแข่งกันมั้ยละ ”

เจ้าแมวตอบตกลงพร้อมกับเสนอเงื่อนไขว่า
” ถ้าใครเป็นฝ่ายแพ้ จะต้องยอมให้ผู้ชนะสั่งอะไรก็ได้”
เจ้าเต่าก็ตอบตกลง

ทั้งสองตกลงวิ่งแข่งกัน โดยให้ราชสีห์ที่เป็นเจ้าป่าเป็นพยาน
ด้วยความเร็วของเจ้าแมว ทำให้มันเป็นฝ่ายชนะ
เจ้าแมวจึงชี้ไปที่ก้อนหินที่อยู่ใกล้ๆลำธารและพูดว่า
“โถๆๆๆ เจ้าแมวผู้น่าสงสาร เจ้าแพ้ข้าเสียแล้ว ข้าขอสั่งให้เจ้าเอาหินก้อนนั้นมาวางบนหลังตลอดเวลา ”
เจ้าเต่าจำใจต้องทำตามคำสัญญา มันจึงนำก้อนหินมาวางไว้บนหลัง และนับจากนั้นเป็นต้นมา
เต่าก็มีกระดองติดกับตัวตลอดเวลา

หลายปีต่อมาขณะที่เจ้าแมวเหมียวเล่นน้ำอย่างสบายใจอยู่ริมลำธาร
เจ้าเต่าว่ายน้ำผ่านมาพอดี เจ้าแมวเหมียวเห็นเต่าจึงทักทาย
” ว่าไง เจ้าเต่าต้วมเตี้ยม หินบนหลังเจ้ามันหนักมากมั้ย ” พูดจบพลางหัวเราะ

เจ้าเต่าได้ยินก็รู้สึกโกรธมาก และตอบไปว่า
” วันนี้เจ้ามาว่ายน้ำแข่งกับข้ามั้ยละ ”
” ถ้าใครเป็นฝ่ายแพ้ จะต้องยอมให้ผู้ชนะสั่งอะไรก็ได้”

เจ้าแมวตอบตกลง โดยให้ราชสีห์เป็นพยานเหมือนเดิม
เจ้าเต่าอยู่กับน้ำมาตั้งแต่เล็ก มีความเชี่ยวชาญในการว่ายน้ำ ทำให้มันเป็นฝ่ายชนะ
เจ้าเต่าจึงยื่นคำขาดไปว่า
“เจ้าแมวเหมียว ข้าขอสั่งให้เจ้าห้ามอาบน้ำตลอดชีวิต ถ้าเจ้ามาอาบน้ำขอให้ท่านเจ้าป่าลงโทษ ”
เจ้าแมวเหมียวจำใจต้องทำตามคำสัญญา  และนับจากนั้นเป็นต้นมา แมวจึงเป็นสัตว์ที่กลัวน้ำ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : แต่ละคนมีความถนัดของตัวเอง อย่าดูถูกความสามารถของคนอื่น

เรื่องโดย : Warpat