10 พ.ค.

ไปคลอด ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ไปคลอด ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

iStock_000012717580XSmall

คุณแม่มือใหม่หลายคนคงตื่นเต้น และรอคอยวันที่จะได้เห็นหน้าลูกน้อยเป็นครั้งแรก และสิ่งคุณแม่มือใหม่กังวลคือ  จะต้องเตรียมอะไรบ้าง ในวันที่ไปคลอด……

คุณแม่ควรจะเตรียมแพ็คกระเป๋าล่วงหน้า อย่าง น้อย 2-4 สัปดาห์ นับจากวันที่กำหนดคลอด เนื่องจาก  โดยปกติ คุณหมอ จะกำหนดวันคลอดอยู่ที่ 40 สัปดาห์ นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา ในครั้งสุดท้าย  แต่บางครั้งคุณแม่อาจปวดท้องคลอดได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 36 ขึ้นอยู่กับสภาพครรภ์ ดังนั้น ว่าที่คุณแม่ทุกท่านจึงควร แพ็คกระเป๋า และติดเอาไว้ที่รถ หรือในที่ที่พร้อมจะหยิบไปโรงพยาบาลได้ทันที เมื่ออาการปวดท้องคลอดเกิดขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดของใส่กระเป๋า หรือวกรถกลับไปเอาของก่อนที่จะไปโรงพยาบาล

กระเป๋าควรจะเตรียมไว้ 2 ใบ สำหรับคุณแม่ และ คุณลูก คนละใบคะ (อย่าจัดของแต่ของคุณลูก จนลืมของคุณแม่นะคะ ^^)

 

กระเป๋าของคุณแม่มือใหม่

  1. เอกสารสำหรับฝากครรภ์ / สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มที่คุณแม่ใช้ในการไปตรวจครรภ์/ฝากครรภ์)
  2. เอกสารสำหรับการจดสูติบัตรประกอบด้วย สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน ของคุณพ่อและคุณแม่ และ สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี) ซึ่งทางโรงพยาบาลจะนำไปจดให้
  3. กล้องถ่ายรูป สำหรับถ่ายรูปลูกน้อยเป็นครั้งแรก (อิอิ ปลื้ม)
  4. อุปกรณ์ / เครื่องใช้ส่วนตัว ระหว่างที่คุณแม่ พักฟื้นที่โรงพยาบาล เช่น แชมพู, สบู่, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, เบบี้ออย หรือ โลชั่นทาผิว ฯลฯ (บางโรงพยาบาล จะมีเตรียมไว้ให้แล้ว คุณแม่สามารถเช็คไว้ก่อนได้เลย
  5. เครื่องปั้มนม + ถุงใส่นมแม่เนื่องจาก นมหยดแรก มีประโยชน์สูงสุด เราไม่รู้ว่า น้ำนมจะมาเมื่อไร อาจจะมาหลังที่คลอดลูกน้อยเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือมาให้หลัง อีก 1-4 วัน แต่เตรียมไว้ดีที่สุด

เครื่องปั้มนม บางโรงพยาบาล อาจจะมีให้ยืม แต่บางโรงพยาบาลไม่มีคะ จากประสบการณ์ส่วนตัวเจ้าของร้านเอง ลูกคลอดตอนเช้า แต่มาคัดหน้าอกตอน 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีร้านค้าเปิดแล้ว และไม่ได้เตรียมเครื่องปั้มไว้ก่อนเพราะคิดว่าจะให้ลูกดูดเลย แต่เนื่องจากผ่าคลอด เลยยังไม่ได้พบหน้าลูก น้ำนมก็เอาออกไม่ได้ ทรมานมาก พยาบาลต้องมาประคบ แล้วให้ทานยา นอนไม่ได้เลย ดังนั้นจึงอยากแนะนำคุณแม่ ทุกคน ให้เตรียมเครื่องปั้มนมไว้เลย ไม่ต้องราคาแพงก็ได้ จะเป็นแบบคันโยกก็ไม่ว่ากัน

  1. ชุดชั้นในแบบให้นมสำหรับใส่กลับบ้าน เพื่อความสะดวกในการให้นมระหว่างทางคะ (สำหรับคุณแม่บางคน จะเตรียมไว้ใส่ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ด้วยก็ได้

ชุดชั้นในแบบให้นม สามารถเตรียมล่วงหน้าได้ ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ประมาณ 5-6 เดือน โดยซื้อไซส์ที่ให้ตะขอด้านหลังสามารถขยายได้อีก 2 ระดับ และคุณแม่ก็สามารถใส่ได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์เลย

ปกติชุดชั้นในแบบให้นม จะมีตะขอ 4 ระดับ ที่ให้เลือกซื้อระดับที่ 2 เพราะ ขนาดตัวคุณแม่จะขยายเพิ่มขึ้นอีกก่อนคลอด (ถ้าลูกค้าซื้อตอนท้องได้ 5-6 เดือน) และขนาดตัวคุณแม่จะค่อยๆลดลง จนใส่ระดับที่เล็กสุดได้หลังคลอด

ชุดชั้นในแบบให้นม จะมีประโยชน์ สำหรับคุณแม่ที่ใช้เครื่องปั้มนมไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ ด้วย

  1. แผ่นซับนม กันไม่ให้น้ำนมเลอะเสื้อออกมาจนเปียก สำหรับคุณแม่ที่น้ำนมมาก
  2. ผ้าอนามัย สำหรับวันมามาก เนื่องจากคุณแม่หลังคลอด จะมีน้ำคาวปลา หรือเลือด ออกมาคล้ายๆกับประจำเดือนคะ ทางโรงพยาบาลจะให้คุณแม่ใช้แบบห่วง ถ้าไม่ถนัดก็เตรียมแบบธรรมดาไว้ใช้ได้
  3. กางเกงใน สำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอด พยายามเลือกที่ตัวใหญ่ๆ ไม่กดตรงแนวบิกินี่ ที่เป็นแนวผ่าคลอดคะ
  4. ชุดสวย สำหรับใส่ออกจากโรงพยาบาลแม้ว่าขนาดตัวจะเล็กลง แต่ไม่เยอะคะ หาชุดที่ใส่สบายตัว และพร้อมมี่จะเปิดให้นมลูกได้ตลอดเวลานะคะ

 

กระเป๋าของลูกน้อย

ปกติ ทางโรงพยาบาลจะให้เอกสาร หรือคู่มือเบื้องต้นกับคุณแม่แล้ว ว่าจะต้องเตรียมอะไรมาบ้าง แต่เพื่อความมั่นใจ มาดูกันเลยคะ ว่าอะไรที่จำเป็น

  1. ขวดนม ขนาด 3 ออนซ์ จำนวน 2 ขวดสำหรับใส่นมชง และ น้ำ อย่างละขวด เนื่องจาก คุณแม่บางคนที่ผ่าคลอด ทางโรงพยาบาลจะให้พักฟื้น ช่วงนี้ ลูกน้อยจะได้รับนมที่ทางโรงพยาบาลจัดให้ ผ่านทางขวดนม
  2. แพมเพิ์รธ size S สำหรับลูกน้อย ซื้อแค่ห่อเล็กพอคะ เพราะเดี๋ยวก็จะมีมาเพิ่ม จากเพื่อนๆ และญาติๆ ทั้งหลายจร้าจากประสบการณ์แล้ว ลูกน้อยใส่ไซส์ S ไม่นานจร้า สำหรับเจ้าของร้าน ใช้แค่แพ็คใหญ่แพ็คเดียว แล้วก็เปลี่ยนเป็นไซส์ M แล้วคะ เพราะน้องโตไว
  3. ผ้าอ้อม ควรใช้เป็นผ้าสาลู ที่ซับน้ำได้ดี อาจจะใช้เป็น 2 ขนาด ขนาดเล็กเอาไว้สำหรับเช็ดปาก และขนาดใหญ่ สำหรับใส่ให้ลูกน้อยเพื่อซับฉี่และอึ
  4. ผ้าห่อตัวเด็ก สำหรับห่อตัวลูกน้อย ตอนออกจากโรงพยาบาล และเก็บไว้ใช้เวลาพาออกนอกบ้าน หรือมาโรงพยาบาลในครั้งต่อๆไป

5. ชุดเด็ก หรือ เสื้อผ้าเด็ก น่ารักๆสำหรับใส่กลับบ้าน

 

เตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นๆดีกว่ามาฉุกละหุกหาเอาวันคลอดนะคะ

(^^)

 

ที่มา : www.babekits.com

 

09 พ.ค.

10 สัญญาณการตั้งครรภ์

10 สัญญาณการตั้งครรภ์

 Woman holding a pregnancy test device

หลังจากที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิและฝังตัวเองกับผนังของมดลูก คุณอาจจะพบหรือรู้สึกได้ถึงสัญญาณบางอย่างที่เป็น 10 สัญญาณของการตั้งครรภ์

 

 1. รู้สึกคัดและเจ็บหน้าอก

การตั้งครรภ์ ฮอร์โมนร่างกายจะเพิ่มปริมาณเลือดที่หน้าอกของคุณ คุณอาจจะรู้สึกตึงๆรอบหัวนมของคุณ นี่สามารถเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์และอาการจะสามารถเห็นได้ชัดเจนภายในสัปดาห์แรก

 

2.มีเลือดไหลสีจางๆจากช่องคลอดหรือรู้สึกมดลูกบีบรัดตัว

หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้วประมาณ 8-10 วัน คุณอาจจะพบว่ามีเลือดไหลกะปริดกะปรอยออกมาจากช่องคลอดเป็นจุดสีชมพูจางๆ เนื่องจากในขณะนั้นตัวอ่อนกำลงฝังตัวเข้ากับผนังมดลูก เลือดที่เกิดจากไข่ฝังตัวนี้แตกต่างจากเลือดประจำเดือนตรงที่มีสีอ่อน และมีปริมาณน้อยมากๆ ในขณะที่เลือดประจำเดือนจะมีสีแดงเข้ม มีปริมาณมาก และมีรูปแบบการมาที่แน่นอน คือมาน้อย-มามาก-มาน้อย มดลูกเกร็งตัวก็เป็นอาการอีกอย่างหนึ่งที่พบบ่อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์
3. มีอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องเป็นสัญญาณที่พบบ่อยของการตั้งครรภ์ มันมักจะเริ่มต้นเมื่อคุณกำลังตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ คุณอาจจะรู้สึกคลื่นไส้และผะอืดผะอมหรือแม้กระทั่งอาเจียน

 

4. หน้าอกโตขึ้น

หลังจากที่คุณตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ คุณอาจพบว่าหน้าอกของคุณมีขนาดใหญ่และบวมขึ้นจนอาจสังเกตเห็นมีเส้นเลือดสีฟ้าที่มองเห็นได้ อาการอาจคล้ายๆกับช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่สำหรับผู้ตั้งครรภ์เต้านมจะคัดตึงมากกว่า เพราะเตรียมสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก อาการนี้จะหายไปหลังจากตั้งครรภ์ผ่านไป 12 สัปดาห์

 

5. รู้สึกเหนื่อยง่าย

หมดเรี่ยวแรง? คุณอาจพบว่าตัวเองมีการเหนื่อยง่าย อารมณ์แปรปรวนแม้ว่าความเมื่อยล้าไม่ได้เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับทุกคนแต่ก็เป็นอาการที่พบบ่อยของผู้ตั้งครรภ์ ร่างกายคุณจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบเมตาบอลิซึ่ม เพื่อปรับร่างกายให้เหมาะสมกับการเจริบเติบโตของทารก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วอาการเหนื่อยง่ายนี้จะหายไปในสัปดาห์ที่ 12

 

6. จำเป็นต้องปัสสาวะบ่อยๆ

หลังจากประมาณหกสัปดาห์ของการตั้งครรภ์คุณอาจสังเกตเห็นว่าคุณต้องปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น และมดลูกโตขึ้น จึงต้องการเลือดไปเลี้ยงมดลูกมากกว่าปกติ ทำให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงปรับตัวให้มีเลือดเพิ่มขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เลือดผ่านไตมากกว่าเดิม ส่งผลให้ไตกลั่นกรองปัสสาวะออกมากขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือ ทารกในครรภ์ขยายตัวไปกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้จุปัสสาวะได้น้อยลง อาการนี้ผ่านไปสักระยะจะเป็นน้อยลงจนจางหายไป เพราะมดลูกอยู่สูงขึ้นไม่มากดทับกระเพาะปัสสาวะ และจะเป็นอีกครั้งเมื่อใกล้คลอด

 

7. ฐานหัวนมสีเข้มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังที่พบบ่อยในระหว่างตั้งครรภ์ หนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่คุณอาจสังเกตเห็นได้คือฐานรอบๆหัวนม (areolas) จะมีสีเข้มขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังตั้งครรภ์ประมาณ 8 สัปดาห์

 

 8. ความอยากอาหารแปลกๆและความรู้สึกเหม็นกับกลิ่นอาหารบางอย่าง

ความอยากอาหารแปลกๆหรือมีรสจัดจะเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ คุณอาจจะเบื่ออาหารบางอย่าง แต่อยากทานอาหารบางอย่างซึ่งในสภาวะปกติอาจจะไม่อยากทาน ความรู้สึกต่อกลิ่นของคุณอาจมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกันและคุณอาจพบว่าคุณมีความไวต่อกลิ่นจากอาหารหรือเครื่องปรุง

 

9. ประจำเดือนขาด

หากคุณมีรอบเดือนที่มาปกติ แต่ถ้าถึงระยะเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่มา นั่นก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์

 

10. ผลบวกของชุดทดสอบการตั้งครรภ์

จากสัญญาณที่กล่าวมาข้างต้นทั้ง 9 สัญญาณ สามารถเชื่อถือได้เกือบ 100% โดยการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ถ้าผลการทดสอบออกมาเป็นบวก (ขึ้นสองขีด) มั่นใจได้เลยว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ โดยทั่วไปชุดทดสอบการตั้งครรภ์จะมีความแม่นยำมากกว่า 99% หากตรวจพบว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ คุณควรไปพบแพทย์เพื่อยืนยันผลการทดสอบ และฝากครรภ์ คุณหมอจะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเพื่อให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการอย่างสมบูรณ์

 

www.babekits.com

09 พ.ค.

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง

Morning_Sickness

ไม่ว่าคุณแม่จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็ตาม อาการที่ตามมาคงหนีไม่พ้น อาการแพ้ท้อง

โดยจะเกิดขึ้นกับคุณแม่แทบจะทุกคน แต่อาการแพ้ท้องของแต่ละท่านอาจจะมีความแตกต่างกันกันไป

บางคนอาจจะอยากทานของเปรี้ยวๆ อาหารรสจัด หรืออาหารแปลกๆ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เคยทาน

แต่หากรับรู้เอาไว้ว่าอาการแบบใดจะเกิดขึ้นได้ง่ายในเวลาใด จะช่วยนำไปสู่วิธีจัดการได้

 

อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ยังคงเป็นเรื่องที่น่าแปลก ว่าสาเหตุของอาการแพ้ท้อง เกิดขึ้นได้อย่างไร และยังคงสรุปไม่ได้อย่างชัดเจนว่าสาเหตุมาจากอะไร สำหรับคำอธิบายที่น่าเชื่อถือมีอยู่หลากหลาย เช่น

  • ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากวิลลัส (Villus) ของรก (Human chorionic gonadotropin;hCG) ไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียน (vomiting center)
  • ระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) บกพร่องซึ่งเกิดจากสมดุลฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง
  • เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้จากการแทรกซึมของสเปริ์ม หรือทารกในครรภ์และร่างกายแม่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอม
  • เรื่องของจิตใจ อาจจะเกิดจากความรู้สึกที่ว่า ตัวเองจะกลายเป็นแม่คนแล้ว ทำให้เกิดอาการกังวล
  • ฯลฯ

 

ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการแพ้ท้อง?

โดยทั่วไปแล้ว อาการแพ้ท้อง เป็นอาการป่วยที่พบได้ในช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์ และหากเป็นผู้ที่มีอาการแพ้ท้องเร็ว อาจจะเริ่มมีอาการในช่วงที่รู้สึกว่า “รอบประจำเดือนมาช้า” มีหลายกรณีที่มีอาการแพ้ท้องตั้งแต่ประมาณ 4 สัปดาห์จนถึงประมาณ 15 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ และช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดส่วนใหญ่จะเป็นช่วง 8 – 9 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์
แต่ช่วงเวลาของอาการแพ้ท้องจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน มีบางคนที่อาการแพ้ท้องบรรเทาลงตอนตั้งครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ และมีบางคนที่มีอาการแพ้ท้องไปจนถึงช่วงหลังตั้งครรภ์ หรือมีบางคนที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลย

 

อาการแพ้ท้อง มีอาการอย่างไรบ้าง
อาการแพ้ท้อง โดยทั่วไปที่พบได้ในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ได้แก่

  1. อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศรีษะ เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า บางรายเกิดอาการหน้ามืด เพราะอาเจียนเยอะทำให้ร่างกายขาดอาหาร ฝรั่งจึงเรียกอาการนี้ว่า Morning Sickness
  2. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนไปจึงทำให้เกิดการเตรียมความพร้อมของร่างกาย
  3. อาการขมเฝื่อนในปาก เนื่องจากร่างกายที่เปลี่ยนไป ทำให้กินอาหารไม่อร่อย
  4. รู้สึกเหม็นกับบางสิ่งบางอย่าง ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะท้อง ไม่ได้รู้สึกเหม็นกับสิ่งนั้นๆเลย

ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญ แม้ว่าจะรู้สึกคลื่นไส้ แต่ขอให้สร้างสภาพแวดล้อมให้สามารถทานของที่อยากทานได้เมื่อท้องว่าง
หรือสามารถพักผ่อนได้เมื่อร่างกายรู้สึกอ่อนล้า

อาจจะมีคุณแม่บางคนกังวลว่า “หากแพ้ท้องจนไม่สามารถทานได้ ลูกจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงได้อย่างไร?” แต่ว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา ทารกในช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์นี้ ยังคงเล็กมาก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากขนาดนั้น นอกจากนี้ ในร่างกายมีกลไกการทำงานที่จะป้อนสารอาหารที่จำเป็นให้แก่ทารกก่อน ซึ่งถือว่าเป็นความลึกลับของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ คุณแม่จะต้องได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อทารก เช่น กรดโฟลิก (วิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน B) แต่นอกเหนือจากนั้นก็ขอให้ทานของที่อยากทานเท่าที่จะสามารถทานได้

 

การรับมือกับอาการแพ้ท้อง

ช่วงที่มีอาการแพ้ท้อง จะเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปริมาณหรือความสมดุลของสารอาหารมากนัก แต่ในตอนที่คุณแม่สามารถทานได้แม้ว่าจะไม่มีความอยากอาหาร ขอให้ทานเข้าไว้แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามเพื่อพลังงานในร่างกายของคุณแม่ ซึ่งในช่วงนี้จำเป็นต้องได้รับกรดโฟลิก วิตามินที่จำเป็นต่อการดูดซึมกรดโฟลิก วิตามิน B12 วิตามิน B6 และวิตามินซีเท่าที่จะทำได้ กรดโฟลิกมีอยู่มากในสตรอเบอร์รี่ เกรปฟรุต ผักขม และบร็อคโคลี่ หากไม่สามารถทานสิ่งเหล่านี้ได้เนื่องจากแพ้ท้อง ควรเสริมด้วยอาหารเสริมวิตามินรวมที่มีกรดโฟลิกผสมอยู่ การรับมือกับอาการแพ้ท้อง สามารถทำได้ดังนี้

  • ดื่มน้ำบ่อยๆ ให้มีปริมาณน้ำที่พอดี หากปริมาณน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ขอให้พยายามดื่มน้ำบ่อย ๆ
  • เตรียมของที่สามารถทานได้ทันทีไว้ติดบ้านเสมอ เมื่อรู้สึกคลื่นไส้ในตอนเช้า หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น จะทำให้รู้สึกทรมานไปทั้งวัน ขอให้เตรียมของที่สามารถทานได้ทันที เช่น บิสกิต แครกเกอร์ ไว้ทานเพื่อรองท้อง จะทำให้ผ่านวันนั้นไปได้สบายขึ้น
  • ไม่ฝืนทำงานบ้านหรือทำงาน ในช่วงเวลานี้ สภาพร่างกายของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และสภาพของลูกยังไม่มั่นคง หลักการสำคัญคือจะต้องไม่ฝืน หากรู้สึกไม่ไหวควรหยุดพัก
  • พยายามควบคุมอารมณ์ อาการแพ้ท้องที่มีสาเหตุมาจากจิตใจ หากได้พบและพูดคุยกับเพื่อน หรือได้อยู่กับสิ่งที่ชอบ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้

แต่หากมี อาการแพ้ท้องรุนแรง มีอาการอาเจียนหลายครั้งตลอดทั้งวัน ทานอะไรไม่ได้เลยเป็นเวลาหลายวันอาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และลูกได้ ขอให้ไปพบแพทย์

 

www.babekits.com